ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ต่อเนื่อง สกัดเครือข่ายค้ายานรกได้ถึง 4 คดีซ้อน จับกุมผู้ต้องหา 10 ราย พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล ทั้งยาบ้ารวมกว่า 4.6 ล้านเม็ด ไอซ์ และคีตามีน สะท้อนภาพขบวนการค้ายาที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบทั้งการใช้เยาวชนและบริษัทบังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พันตำรวจเอก รัฐพล น้อยช่างคิด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติดในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
คดีแรกเกิดขึ้นกลางดึกวันที่ 26 เมษายน เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองเชียงราย ตั้งจุดสกัดบริเวณถนนเวียงบูรพา หลังได้รับแจ้งจากสายลับ ก่อนพบรถกระบะต้องสงสัยและเรียกตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนถึง 1,640,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายกระบะ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ขณะเตรียมลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
คดีที่สองสร้างความตกใจไม่น้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ สภ.แม่จัน จับกุมเยาวชนชายอายุเพียง 14 ปี จำนวน 2 ราย ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์พยายามหลบหนีด่านตรวจ ก่อนเสียหลักล้ม ตรวจพบไอซ์น้ำหนัก 25.8 กิโลกรัม และคีตามีน 4.1 กิโลกรัม อยู่ในกระเป๋าเป้ โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลชื่อ “เดช” ให้ลำเลียงยาเสพติด สะท้อนปัญหาการดึงเยาวชนเข้าสู่ขบวนการค้ายาอย่างน่าห่วง
คดีที่สาม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนร่วมกับ สภ.แม่สรวย ตั้งด่านตรวจในพื้นที่บ้านท่าก๊อ สามารถสกัดจับชายวัย 26 ปี ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด ที่ซุกซ่อนในช่องลับภายในรถ โดยพบว่าขบวนการมีการลงทุนดัดแปลงรถให้คล้ายรถขนส่งสินค้า พร้อมเปิดบริษัทบังหน้า เพื่ออำพรางการลำเลียงยาไปยังภาคใต้
ส่วนคดีที่สี่ ยังคงพบการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ โดยเจ้าหน้าที่ สภ.แม่จัน จับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี พร้อมยาบ้า 1 ล้านเม็ด ก่อนขยายผลรวบผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทาง และสามารถจับกุมผู้รับยาเป็นชายวัย 63 ปี ได้ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย เบื้องต้นพบว่ามีการติดต่อสั่งการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยใช้ชื่อปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของเครือข่ายยาเสพติด ทั้งการใช้เยาวชนเป็นผู้ลำเลียง การสร้างบริษัทบังหน้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการสั่งการ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลถึงผู้บงการรายใหญ่ พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในสังคมต่อไป