ไทย – เวียดนาม มิตรภาพแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมหารือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง ย้ำ เติบโตไปด้วยกัน

(8 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย โดยนายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้นได้เข้าร่วมการหารือเต็มคณะ

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุม

ที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน

ด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ยังเห็นพ้องกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อน

ผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนา

ที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์

ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุก ๆ ด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้ขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว ไปยังจังหวัดด่งท้าป ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความร่วมมือของภาคเอกชนไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม ซึ่งมาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม และมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งการเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศ ที่เป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต พร้อมย้ำแนวคิด “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องจากเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม ทั้งนี้การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนจะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตรงจุด สอดคล้องกับสภาพ

แวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศโดยนายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1. บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate)

2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม และหารือกันในประเด็นความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ ซึ่งรัฐสภาทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือด้านนิติบัญญัติระหว่างกัน อาทิ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรไทยกับสภาแห่งชาติเวียดนาม การใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ นอกจากในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยและเวียดนาม

ยังมีการหารือและประสานท่าทีในกรอบพหุภาคี เช่น สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วย และเสนอให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทย ประชาชนไทยและเวียดนามต่างมีความมุ่งหวังและมีความกังวลคล้ายกัน คือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติของสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้

นายกรัฐมนตรี ยังได้วางพวงมาลา รำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนาม ในการต่อสู้เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ที่อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และที่สุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำสูงสุดผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม ที่มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่เอกราช โดยจัตุรัสบาดิ่งห์ เป็นจุดที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของประเทศเวียดนาม เมื่อปี ค.ศ. 1945 การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และการยกระดับความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของภูมิภาค ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคต

ของอาเซียนร่วมกัน รวมทั้งเข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม และเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพบหารือกับภาคเอกชนเวียดนามรายสำคัญเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar