นายกฯ สั่งขยายผล อาเซียน-รัสเซีย เร่งความร่วมมือพลังงาน ปุ๋ย เทคโนโลยี ครม.ขยายมาตรการช่วยประชาชน–เกษตรกร

(23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานผลสำเร็จจากการเดินทางไปร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระยะยาว โดยได้เข้าร่วมการหารือร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และผู้แทนองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย โดยการหารือมุ่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ย รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย และ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน

2. กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน

เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

3. กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยเร็ว

ขณะเดียวกันยังเดินหน้ามาตรการต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน และเกษตรกร โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งโครงการบรรเทาผลกระทบฯ โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จากเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยให้ใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติ จำนวน 179.84 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร

ทั้งนี้โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีช่วงระยะเวลาและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน และเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยปริมาณสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งรักษากำลังซื้อของประชาชน ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้ง 2 โครงการ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท ดังนี้

1 .เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 1,053 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท

2. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 9 แสนตัน วงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท

3. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 50,000 ตัน วงเงินช่วยเหลือ 3.61 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุด เดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar