นายกฯ เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครม. เคาะวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28–29 ก.ย. 69 กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ

(27 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำคลองเปรมประชากรบริเวณชุมชนร่วมพัฒนา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พบปะให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยและกลุ่มเปราะบาง ณ ศูนย์พักพิงโรงเรียนบางเขน (ไว้สาลีอนุสรณ์) เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยชุมชนตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากรได้รับผลกระทบ 39 ชุมชน 10,017 ครัวเรือน ประชากร 69,565 ราย ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนการเคหะท่าทราย โรงเรียนวัดหลักสี่ และโรงเรียนบางเขน (ไว้สาลีอนุสรณ์) และลงพื้นที่บริเวณคลองจั่น เขตบางกะปิ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและแจกถุงยังชีพให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในแฟลตคลองจั่น

สำหรับการแก้ไขปัญหาในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยเร่งด่วน โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับส่วนราชการและนายอำเภอลงพื้นที่ตรวจตราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ใช้เครือข่ายในพื้นที่ร่วมทำงาน เพื่อสำรวจความเป็นอยู่และความเดือดร้อนของประชาชนถึงระดับหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ระดมสรรพกำลัง ทรัพยากร เครื่องจักรกล และยานพาหนะที่มีอยู่ลงไปในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดภัย หากจังหวัดใดเกิดภัยพิบัติหรืออุทกภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้มีการประสานงานกับกรมบัญชีกลางแล้วว่า หากเป็นกรณีมีความร้ายแรงที่จำเป็นต้องขอขยายวงเงินทดรองราชการ ให้รีบแจ้งมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเร่งดำเนินการ หลักสำคัญในการปฏิบัติงานคือ ยึดถือการให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก มุ่งเน้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ ด้านการแจกจ่ายอาหารกล่องจะต้องมีคุณภาพดี ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม การแจ้งเตือนภัย (Cell Broadcast) ข้อความแจ้งเตือนต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย และสื่อสารตรงไปตรงมาว่าพื้นที่ใดมีน้ำท่วมและประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไร ด้านการเยียวยา ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเร่งประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำรวจความเสียหายให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จะมีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติมาเป็นกลไกการจ่ายเงินเยียวยา จึงให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเร่งเตรียมการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อพิจารณาสถานการณ์น้ำท่วมและให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาและรับมือสถานการณ์ โดยให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องในทุกพื้นที่

2. ให้มีการรวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที ดังนี้

• สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำ

• กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. เป็นหน่วยหลักในการแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ

• กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลและสภาพภูมิอากาศ ด้วยข้อความสื่อสารที่เข้าใจง่าย

• สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บูรณาการข้อมูล การคาดการณ์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

3. มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำเนินการแจ้งให้สถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวก จัดสถานที่เพื่อให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้ามาจอดได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

4. มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมสนับสนุนรถบรรทุกของหน่วยงานทหาร เพื่อให้บริการประชาชนในการอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพระดมทรัพยากรต่าง ๆ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานตามที่ได้รับการประสานงาน

5. ให้กรมบัญชีกลางพิจารณาขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความจำเป็น รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

6. มอบหมายให้ ปภ. ดำเนินการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

7. ให้กรมชลประทานและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความพร้อมของเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และบูรณาการทำงานกับ กทม. ในการสูบน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกัน

8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

9. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดต่าง ๆ และดูการจัดการปล่อยน้ำของแต่ละเขื่อน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ

10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน และวางแผนการจราจรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและสถานที่บ้านพัก

11. ให้การประปานครหลวงกับการประปาส่วนภูมิภาคสำรวจและตรวจคุณภาพน้ำที่ส่งไปยังบ้านเรือนประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้เข้าถึงพื้นที่ในการตัดไฟฟ้า ซ่อมแซม และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม

12. ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ติดเตียง และเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิง รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ และเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการรองรับผู้ป่วย

13. ให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นแนวทางเดียวกัน โดยให้รายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี และให้ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์การแถลงข่าว

14. ให้หน่วยงานของรัฐ โดยสำนักงาน ก.พ. พิจารณาการ Work from Home และให้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการ Work from Home ในช่วงสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

เพื่อป้องกันประชาชนเกิดความสับสนกับข้อมูลจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย หรือ JICC - Joint Information and Communication Center เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมด จัดทำเป็นข้อมูลกลาง เพื่อส่งตรงถึงประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย โดยกำหนดแถลงอย่างเป็นทางการเป็นประจำทุกวัน ในเวลา 10.00 น. ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และผ่านเพจไทยคู่ฟ้า

อีกทั้งยังเห็นชอบให้วันจันทร์ที่ 28 และวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน โดยหน่วยงานภาครัฐยังคงต้องเปิดให้บริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ตามปกติ ส่วนรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน ให้แต่ละแห่งพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุด ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน บริษัทประกันภัย โรงพยาบาล และสถานพยาบาลพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม โดยตลาดหลักทรัพย์ยังเปิดทำการตามปกติ สำหรับส่วนราชการที่มีภารกิจด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน และงบประมาณ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 กรมบัญชีกลางได้เปิดให้ส่วนราชการสามารถเข้าใช้งานระบบ e-GP และระบบ GFMIS ได้จากทุกที่แล้ว จึงขอให้หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลการดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อไม่ให้งบประมาณตกพับไป

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว สจล.ลาดกระบัง ซึ่งกรุงเทพมหานครใช้เป็นศูนย์กลางบัญชาการสถานการณ์และรองรับประชาชนผู้ประสบภัย โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผลิตอาหารและเปิดจุดบริการเพิ่มเติมอีก 6 จุดบริเวณใกล้เคียงการเคหะร่มเกล้า พร้อมทั้งประสานกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยโดยรอบลาดกระบัง ร่วมจัดตั้งโรงครัวและประกอบอาหารปรุงสุกส่งเข้าสนับสนุนพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์เร่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อให้การผลิตอาหารเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมจัดตั้งโรงครัวเพิ่มเติม กระทรวงกลาโหมสนับสนุนกำลังพลช่วยประกอบอาหารและลำเลียงอาหารไปยังอาคารต่าง ๆ เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนในจุดที่ได้รับผลกระทบ

อีกทั้ง กระทรวง อว. ได้ออกนโยบายด่วนที่สุด สั่งการไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศให้ร่วมรับมือสถานการณ์อุทกภัย โดยเปิดพื้นที่เป็นศูนย์หลบภัยและศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง สนับสนุนการจัดศูนย์พักพิง จุดพักรถ และหน่วยบริการสุขภาพ เตรียมบุคลากรในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย ยืนยันจะเร่งประสานทุกหน่วยงาน เพิ่มกำลังสนับสนุนตามสถานการณ์ และเร่งนำอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง และสิ่งของจำเป็นเข้าไปถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับผลกระทบจากปัญหาการรอรับสัมภาระล่าช้าเป็นเวลานาน 4–6 ชั่วโมง โดยได้ประสานขอกำลังสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ระดมพนักงานฝ่ายบริหารช่วยลำเลียงสัมภาระ เปิดจุดลงทะเบียนสำหรับผู้โดยสารที่ไม่สะดวกรอรับกระเป๋า และจัดส่งสัมภาระถึงบ้านหรือโรงแรมที่พัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางออกจากสนามบินได้โดยเร็วที่สุด


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar