(9 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยในภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายลง จากความร่วมมือของทุกหน่วยงาน
ในการเร่งระบายน้ำ การดูแลด้านการดำรงชีพ และการช่วยเหลือประชาชนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้ทุกหน่วยงาน
เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายน้ำและแก้ไขปัญหาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเพิ่มเติม สำหรับสถานการณ์ฝนที่ตกในระยะนี้ โดยเฉพาะภาคใต้ที่อยู่ในช่วงฤดูมรสุมตลอดเดือนตุลาคม-ธันวาคม กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมรับ สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้น ประเมินพื้นที่เสี่ยง เตรียมกำลังพล เครื่องจักรกล
สาธารณภัย รถปฏิบัติการ แผนเผชิญเหตุ การแจ้งเตือนและอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สั่งการให้
ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยหรือพื้นที่คาดว่าจะเกิดสถานการณ์ภัยประสานผู้ประกอบการเตรียมสำรองอาหาร พืชผัก ผลไม้ และสินค้าอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ แม้เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด โดยให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงแหล่งผลิต ตลาดกลาง และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก เพื่อเพิ่มช่องทางจัดหาและกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เร่งจัดเก็บและกำจัดขยะจากบ้านเรือนประชาชน ไม่ปล่อยให้ตกค้างจนกระทบต่อการดำรงชีวิต การสัญจร หรือกีดขวางทางระบายน้ำ สนับสนุนกำลังคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการจัดเก็บขยะและทำความสะอาดพื้นที่ เพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้เร่งตรวจสอบและทยอยส่งรายชื่อประชาชนที่เข้าเกณฑ์รับเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นรายวัน โดยไม่ต้องรอรวบรวมรายชื่อครบทั้งจังหวัด ยึดหลัก “First Come, First Served” รายชื่อพร้อมเมื่อใดให้ส่งทันที เพื่อให้ ปภ. ประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาและโอนเงินให้ ปภ. แล้ว พร้อมเน้นย้ำให้ตรวจสอบสิทธิอย่างถูกต้อง รอบคอบ และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่ง ปภ. ได้ประสานธนาคารออมสินปรับลดระยะเวลาการโอนเงินให้ประชาชน ได้รับเงินช่วยเหลือเร็วขึ้นโดยไม่มีวันหยุดราชการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย
ช่องทางยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี และการตรวจสถานะเงินเยียวยาแบบเรียลไทม์ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้
กรณีผู้ที่ยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่
1. ตรวจสอบสถานะผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยเข้าไปที่เมนู “ลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วม ปี 2569” เลือก “บริการทั้งหมด” และเข้าไปที่ “ลงทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ” เพื่อเข้าไปกดดูที่ “คำร้องของฉัน” จะปรากฏสถานะการยื่นขอรับเงินเยียวยา
2. ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://relief.disaster.go.th โดยเลือกรายการ “ตรวจสอบการลงทะเบียน”กรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เมื่อกดตรวจสอบแล้ว ระบบจะแจ้งผลสถานะของท่านว่าอยู่ในขั้นตอนใด
กรณีผู้ที่ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ /สำนักงานเขต สามารถตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ https://relief.disaster.go.th โดยเลือกรายการ “ตรวจสอบการลงทะเบียน” กรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เมื่อกดตรวจสอบแล้ว ระบบจะแจ้งผลสถานะของท่านว่าอยู่ในขั้นตอนใด
ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวก ปภ. ได้จัดทำ QR Code สำหรับสแกนเข้าไปติดตามสถานะการขอรับเงินเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี และขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวังลิงก์ปลอมจากมิจฉาชีพ ซึ่งช่องทางตรวจเช็คเงินเยียวยาจาก ปภ. จะมีเพียงสองช่องทางนี้เท่านั้น
ส่วนการบรรเทาค่าครองชีพผู้ประสบอุทกภัย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งดูแลสินค้าและค่าครองชีพประชาชน โดยติดตามสถานการณ์ทั่วประเทศ ตั้ง Single Command และ War Room เชื่อมข้อมูลจากทุกหน่วยงานและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งติดตามสต็อกสินค้า ความต้องการ และเส้นทางขนส่ง ประเมินปัญหารายพื้นที่และประสานการแก้ไขทันที ทำงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ค้า ตลาดกลาง และผู้ประกอบการ โดยกรมการค้าภายในประสานห้างค้าปลีก–ค้าส่ง
ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และศูนย์กระจายสินค้า เพิ่มสต็อกสินค้าจำเป็นให้เพียงพอ พร้อมจัดระบบกระจายสินค้า
ลดปัญหาสินค้าขาดช่วงจากการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ตรึงราคาจำหน่ายปลีก พร้อมจัดโปรโมชั่นลดค่าครองชีพ
สำหรับการบริหารจัดการสินค้า 3 กลุ่มหลัก มีการเพิ่มปริมาณ เชื่อมโยงแหล่งผลิต และกระจายสินค้าให้เพียงพอ ได้แก่ 1) สินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มสต็อกสินค้าให้เพียงพอ เพิ่มรอบกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า (DC) เชื่อมผู้ผลิต ผู้ค้า และร้านค้าทั่วประเทศ 2) ไข่ไก่ ประสานฟาร์มเพิ่มปริมาณไข่ไก่ ขอความร่วมมือชะลอการส่งออก ตรวจสอบราคาและปริมาณอย่างใกล้ชิด ห้ามฉวยโอกาสและปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด 3) ผักสดเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งที่ยังผลิตได้ ส่งเข้าสู่ตลาดกลาง ก่อนกระจายสินค้า ไปตลาดสด ร้านค้า และร้านอาหารเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านราคา พร้อมทั้งประสานทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงกลาโหม และภาคเอกชน เพื่อให้สินค้าเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วม และเพิ่มรอบรถขนส่ง อีกทั้งยังเน้นย้ำการดูแลราคาและป้องกันการฉวยโอกาส ตรวจสอบราคาและปริมาณสินค้าทั้งขายส่งและขายปลีก ห้ามปรับราคาเกินสมควร และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาส จะดำเนินการตามมาตรการทันที หากประชาชนพบสินค้าขาดตลาด หรือมีการฉวยโอกาส สามารถแจ้งสายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าจัด “ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ในเขตพื้นที่น้ำลด และขยายการจัดงาน กว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 4 ภาค 77 จังหวัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ได้ออกมาตรการ “สธค. ช่วยภัยน้ำท่วม ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้แก่ผู้ใช้บริการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ใช้บริการของ สธค. จำนวน 5 สาขา ได้แก่ สาขา 9 สะพานใหม่ สาขา 19 บางกะปิ สาขา 30 ร่มเกล้า สาขา 45 ปทุมธานี (เทพกุญชร) และสาขา 46 ลาดกระบัง ผู้ใช้บริการที่เข้ามาส่งดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น หรือเพิ่มเงินต้น
ณ สาขาที่เข้าร่วมมาตรการ ระหว่างวันที่ 9–31 ตุลาคม 2569 จะได้รับสิทธิ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนในรอบตั๋วถัดไป ครอบคลุมทุกวงเงิน โดยกำหนด 1 คน 1 สิทธิ์ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ประมาณ 4,900 ราย คิดเป็นวงเงินที่ใช้บริการรวมกว่า 100.57 ล้านบาท และสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนได้ประมาณ 1.11 ล้านบาท เชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระ เพิ่มสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีเวลาตั้งหลักหลังสถานการณ์น้ำท่วม โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และนำกลไกต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือเพื่อลดภาระและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่