(17 ต.ค. 69) การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) เป็นโอกาสสำคัญ
ที่รัฐบาลไทยใช้ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระดับโลก
เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้เวทีการประชุม IMF–World Bank 2026 กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ฝรั่งเศส อินเดีย บาห์เรน และปากีสถาน ครอบคลุมการเชื่อมโยงตลาดทุน การเพิ่มช่องทางระดมทุน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการขยายตลาดการค้าและการลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ
ส่วนการหารือกับ ฮ่องกง มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร นอกจากนี้ยังส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง ช่วยเพิ่มช่องทางระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยมีเงินทุนสำหรับขยายกิจการ พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่การหารือกับฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจ
สีเขียว และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
เพื่อสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล สำหรับอินเดีย ทั้งสองฝ่ายหารือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลทางเลือก และ AI มาใช้ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยเฉพาะระบบ ARI Score ของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อจำกัดเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลและการเชื่อมโยงบริการทางการเงินภายใต้กรอบ BIMSTEC และ BRICS ตลอดจนการขยายการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอเชียใต้กับอาเซียน ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจไทยและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้
ส่วนการหารือกับ บาห์เรน มุ่งพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงบริการทางการเงินข้ามพรมแดน และการป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินอิสลามและตลาดทุน
เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงบริการทางการเงินและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยขยายธุรกิจสู่กลุ่มประเทศ
คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่การหารือกับปากีสถาน ทั้งสองฝ่ายมุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ฮาลาล และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–ปากีสถาน (FTA) และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยความตกลง FTA ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดเอเชียใต้ และขยายเครือข่ายทางธุรกิจในระยะยาว จากการหารือจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนและนักลงทุนมากขึ้น SMEs มีช่องทางขอสินเชื่อที่เหมาะสมกับศักยภาพของธุรกิจ ขณะที่ภาคการผลิตและการส่งออกมีโอกาสขยายตลาด สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ Human Capital Project (HCP) ของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกลำดับที่ 101 เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้เทคโนโลยีและ AI สร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งความร่วมมือสำคัญคือการเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับธนาคารโลก โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ปรับบทบาทภาครัฐให้มุ่งจัดหาเงินทุน บริหารผลสัมฤทธิ์ และประกันคุณภาพ ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนการดำเนินโครงการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏทำหน้าที่พัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลเด็กให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ในมิติอื่น ๆ ได้แก่ การใช้ AI ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การพัฒนาทักษะและการปรับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge การนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และหลักสูตรระยะสั้นแบบ Micro-credentials เพื่อให้ประชาชนทุกวัยสามารถสะสมความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกกระจายงานวิจัยและนวัตกรรม
สู่ภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เด็กไทยมีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพได้ทั่วถึงขึ้น แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสระหว่างพื้นที่
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ Blue Dot Network (BDN) ส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการยกระดับมาตรฐานโครงการให้มีความโปร่งใส ยั่งยืน และพร้อมสำหรับการลงทุน การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะบุคลากร การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ความร่วมมือกับ OECD และ BDN จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติสากลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในไทยและภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศมีโอกาสได้รับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาระบบคมนาคม พลังงาน และดิจิทัลที่รองรับเศรษฐกิจอนาคต พร้อมเพิ่มโอกาสการจ้างงานและยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสากล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเวทีหารือระดับสูงกับสหภาพยุโรปและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาใช้สนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดในการนำสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์มาใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งวางรากฐานระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน (IP Finance) ผ่านการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP
ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ตั้งเป้าดำเนินการภายในปี 2571 พร้อมทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนากระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand เพื่อทดลองใช้แนวทางดังกล่าวร่วมกับ SMEs ผู้ประเมินมูลค่า และสถาบันการเงิน สำหรับระดับภูมิภาค
ไทยยังร่วมผลักดันแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 การพัฒนากรอบประเมินมูลค่า IP และแนวทางจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกัน เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินและนักลงทุน ทั้งหมดนี้มุ่งให้ SMEs และธุรกิจนวัตกรรมมีโอกาสเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ให้เป็นแหล่งทุนสำหรับต่อยอดกิจการ ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลงานวิจัย ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของไทย
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำของธนาคารโลก เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจบริบทของไทย เพื่อร่วมประเมินระบบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาระบบแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time Dashboard) และการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์และการตัดสินใจ รวมถึงการนำความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนในเมืองมาประกอบการวิเคราะห์สภาพอากาศ พร้อมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานและการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่แต่ละระดับสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังหารือการประเมินพื้นที่กักเก็บน้ำที่เหมาะสม โดยพิจารณาปริมาณฝน ภูมิประเทศ แม่น้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำมากไว้ใช้ในช่วงภัยแล้ง โดยเน้นแหล่งน้ำขนาดเล็กและการมีส่วนร่วมของชุมชน ในขณะที่ธนาคารโลกกำลังศึกษาความต้องการพลังงานของ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกรณีศึกษา เพื่อการวางแผนรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสได้รับข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น หน่วยงานสามารถวางแผนรับมือน้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล