วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงภาพรวมการดำเนินงานด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรายงานข้อมูลและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน
.
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รายงานว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมประเมินผลทุกสัปดาห์ พร้อมปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง พบว่าจุดความร้อนส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่า จึงได้เน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ควบคู่กับการป้องกันอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ จังหวัดยังได้เสนอให้มีการปรับช่วงเวลาเผาในภาคการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูเก็บเกี่ยว และสอดคล้องกับทิศทางหมอกควันข้ามแดน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง จากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นพืชที่สร้างรายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดรับกับแนวทางเกษตรยั่งยืนในระยะยาว
.
ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่เชียงรายมีความหลากหลาย ทั้งไฟป่า หมอกควัน และสารปนเปื้อน ซึ่งทุกหน่วยงานได้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้ประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ให้เร็วที่สุด
การลงพื้นที่ครั้งนี้ ยังเป็นการรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันข้อเสนอของจังหวัดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
.
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้เดินหน้าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวราคาถูก” เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยเป็นความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน นำร่องใน 10 จังหวัด ก่อนขยายสู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) สามารถใช้สิทธิ์ซื้อปุ๋ยในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ
.
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้ให้กำลังใจประชาชนชาวเชียงราย พร้อมขอให้ดูแลสุขภาพในช่วงสถานการณ์ฝุ่นควัน และย้ำถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต