(8 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary) ซึ่งมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) ในฐานะแขกของประธานอาเซียนฯ เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ซึ่งการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งสามารถก้าวผ่านและเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อาเซียนจะสามารถรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อีกครั้ง ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องคงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า โดยหัวข้อการประชุม “Navigating Our Future, Together” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตามความเข้มแข็งของอาเซียนกำลังถูกทดสอบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาค จึงได้เสนอแนวทางให้อาเซียนเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้
1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความไม่ต่อเนื่องของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญ สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือ จึงเห็นว่า อาเซียนควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement) และการเพิ่มการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ
2. ด้านความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศกล่าวถึงในถ้อยแถลง เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า
ซึ่งเห็นว่าอาเซียนควรต่อยอดรูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์
ที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทานในช่วงวิกฤต และพิจารณาขยายไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ
เพื่อเสริมสร้างความพร้อมร่วมกันของภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมสนับสนุนและเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างเต็มที่
3. การคุ้มครองคนชาติอาเซียน เน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของอาเซียนคือการดูแลและคุ้มครองประชาชน โดยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา ได้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานการอพยพคนไทยหลายพันคนกลับประเทศ แม้เป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือในอาเซียน
ความท้าทายในปัจจุบันที่มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ อาเซียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการสร้างประชาคมให้สอดคล้องกับบริบทโลก อีกทั้งแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการรับมือกับความท้าทายอย่างเป็นระบบ โดยประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้อาเซียนยังคงมีบทบาทสำคัญและมีความเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
อีกทั้งที่ประชุมยังได้รับรองเอกสารพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแก้ไขกฎบัตรอาเซียนในการตอบรับการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต พร้อมร่วมกันรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ ได้แก่
1. ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล
2. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค
3. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน
4. ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) ซึ่งจากการหารือนายกรัฐมนตรีมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น ดังนั้นอาเซียนไม่สามารถดำเนินบทบาทเพียงการตั้งรับ แต่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความคล่องตัวและมองการณ์ไกลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย
1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ ซึ่งประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในทางปฏิบัติอาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาการประสานงานและกลไกการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อความท้าทายต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียนจำเป็นต้องมีการบูรณาการร่วมกัน และต้องครอบคลุมรอบด้านมากยิ่งขึ้น
2. ความยืดหยุ่น (Resilience) หัวใจสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่ง “ASEAN Centrality” หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศในแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นยังหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความตึงเครียดก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤต โดยอาเซียนยังคงมีจุดแข็งด้านการส่งเสริมการหารืออย่างครอบคลุมทุกฝ่าย การหารือต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการประสานงานภาวะวิกฤตและความร่วมมือที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย
3. การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค (Relevance) อาเซียนต้องรักษาสถานะ
การเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทาย
ในภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา เน้นย้ำว่าความเกี่ยวข้องของอาเซียน คือการตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจและภูมิภาคนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา พัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี อู วิน มยิน และการย้ายนางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น แต่พัฒนาการดังกล่าวเป็นโอกาสให้อาเซียนเดินหน้าแนวทางที่เป็นรูปธรรมผ่านการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน โดยให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนรับไปดำเนินการต่อ โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษอาเซียนอย่างเต็มที่
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ โดยการหารือกับนาย เล มิญ ฮึงนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ เห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยมองว่าการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนและเติบโตไปด้วยกันได้มากยิ่งขึ้น ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรี ขอให้เวียดนามสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการลงทุนของสายการบิน VietJet ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของไทย ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้แล้วเสร็จในช่วงการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดี โต เลิม เพื่อเสริมสร้างการเกื้อกูลระหว่างเศรษฐกิจของสองประเทศ และด้านความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งสองฝ่ายเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป
การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซีย ในปัจจุบันที่อยู่ในระดับดีมาก ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม จังหวัดสงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว และผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น มุ่งสร้างความเชื่อมโยงกันผ่านการส่งเสริมการเดินทาง กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน และการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความคุ้นเคยและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันความร่วมมือ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
ส่วนการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ย้ำแนวคิด “Synergise Our Strength” หรือการผนึกกำลังเพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน โดยเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันในฐานะคู่แข่งขัน พร้อมเสนอให้อาเซียนใช้จุดแข็งของภูมิภาคยกระดับอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่น แม้แต่ละประเทศจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกของสินค้าหลายประเภท จึงควรผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทและเสียงที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ โดยสิงคโปร์เห็นพ้องกับข้อเสนอของไทยอย่างยิ่ง และยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ สนับสนุน การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว
สำหรับในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรี จะหารือความร่วมมือในด้านต่าง ๆ กับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย