วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อหัตถกรรมบ้านสันธาตุ วิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร ณ บ้านสันธาตุ หมู่ 4 ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พร้อมรับฟังปัญหาด้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชุมชน
กลุ่มแปลงใหญ่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านสันธาตุ หมู่ 4 และหมู่ 9 ตำบลโยนก เป็นชุมชนชาวอีสานที่ประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพเสริมมาอย่างยาวนาน เดิมเป็นการเลี้ยงไหมเพื่อหัตถกรรม มีทั้งการสาวเส้นไหม ย้อม และทอเป็นผืนผ้าไหมเพื่อจำหน่าย ซึ่งเกษตรกรต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าไหม และสามารถเลี้ยงไหมได้เพียง 6-8 รุ่นต่อปี
ต่อมาในปี 2562 กรมหม่อนไหมได้ผลักดันให้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทำให้เกษตรกรปรับรูปแบบการผลิตจากงานหัตถกรรมสู่การเลี้ยงไหมเพื่ออุตสาหกรรม โดยเน้นจำหน่ายรังไหมสดให้กับตลาดโดยตรง ส่งผลให้ระยะเวลาการเลี้ยงและจำหน่ายลดลงเหลือประมาณ 30 วัน และสามารถเลี้ยงไหมได้เพิ่มเป็น 8-10 รุ่นต่อปี
จากนั้นในปี 2565 กรมหม่อนไหมได้ปรับระบบบริหารจัดการใหม่ โดยให้มีตัวแทนกลุ่มเลี้ยงไหมวัยอ่อนช่วงวัย 1-2 ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 8 วัน ก่อนส่งต่อไหมวัยแก่ช่วงวัย 3-5 ให้สมาชิกในกลุ่มเลี้ยงต่ออีกประมาณ 14 วัน ทำให้เกษตรกรใช้เวลาเลี้ยงสั้นลง ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนจำหน่ายใช้เวลาเพียง 23-25 วัน ส่งผลให้สามารถเลี้ยงไหมได้มากถึง 10-12 รุ่นต่อปี และสร้างรายได้ต่อเนื่องจนกลายเป็นอาชีพหลักของหลายครัวเรือนในชุมชน
ปัจจุบัน กลุ่มฯ ถือเป็นต้นแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับบริษัทจุลไหมไทย จำกัด เกษตรกรมีรายได้ประจำทุกเดือนตลอดทั้งปี มีระบบซื้อขายที่เป็นธรรม ลดปัญหาด้านการตลาด และยังช่วยสร้างความอบอุ่นในครอบครัว เพราะสามารถใช้แรงงานภายในครัวเรือน ลดการอพยพแรงงานไปทำงานต่างถิ่น
นอกจากนี้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังเป็นการเกษตรปลอดสารเคมี หม่อนเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยาวนานกว่า 20 ปี ไม่ต้องเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ต้นทุนการผลิตต่ำ และชุมชนยังมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการกลุ่ม ปัจจุบันมีการพัฒนาต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากผ้าไหม รังไหม และชาผงใบหม่อน โดยมีรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายรังไหมเข้าสู่ชุมชนไม่ต่ำกว่า 400,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรยังเผชิญคือปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากพื้นที่ปลูกหม่อนส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ส่งผลให้ผลผลิตใบหม่อนลดลง และกระทบต่อปริมาณผลผลิตรังไหม
เกษตรกรจึงได้เสนอขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการซ่อมแซมระบบโซลาร์เซลล์สูบน้ำและระบบกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรที่ปัจจุบันไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงการขุดลอกร่องน้ำบงในพื้นที่หมู่ 5 และหมู่ 9 ตลอดจนขุดลอกร่องน้ำร่องห้าตอนล่าง หมู่ 2 เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตร
ทั้งนี้ เกษตรกรเชื่อว่าหากมีระบบน้ำที่เพียงพอและเข้าถึงพื้นที่ปลูกหม่อนได้อย่างทั่วถึง จะสามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงไหมได้มากถึง 24 รุ่นต่อปี ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป