“...ขอให้ท่านผู้ได้รับสมณศักดิ์ พิจารณาถึงถ้อยคำสองคำได้แก่คำว่า “สมณะ” และ “ศักดิ” โดยถ้วนถี่ อันคำว่า “สมณะ” นั้นแปลว่า ผู้สงบกิเลสแล้ว ผู้ระงับบาปแล้ว ส่วนคำว่า “ศักดิ” นั้นแปลว่า อำนาจ หรือความสามารถ ท่านผู้ทรง“สมณศักดิ์” จึงได้สมญาโดยสมมติว่าเป็นผู้มีอำนาจหรือมีความสามารถ เพราะฐานะที่เป็นผู้สงบกิเลสแล้ว เป็นผู้ระงับบาปแล้ว
ด้วยเหตุฉะนี้ หากท่านยังไม่สามารถครองตนให้มั่นคงด้วยศีลาจารวัตร ไม่พากเพียรขัดเกลาตนให้เป็นผู้สงบระงับจากกิเลส ยังขืนกระทำบาปทุจริตโดยประการต่างๆ ท่านย่อมไม่ได้ชื่อว่าเป็น “สมณะ” และนั้นย่อมหมายความว่า ท่านไม่สมควรแก่ “ศักดิ์” อันรับเข้ามาเป็นสมมติตามที่ได้ครองอยู่ด้วยประการทั้งปวง
ในทางกลับกัน หากเมื่อใด ท่านพากเพียรแผดเผากิเลสอยู่ทุกเมื่อ ด้วยการประพฤติตนมั่นคงในพระธรรมวินัย อบรมเจริญสติปัญญาให้แกล้วกล้าทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ไม่ลดละย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงาน พร้อมปฏิบัติสนองงานคณะสงฆ์ด้วยอิทธิบาทธรรม ดำรงตนเป็นที่พึ่งอันร่มเย็นของเหล่าสหธรรรมิกตลอดทั่วถึงบรรดามหาชนทั่วไป เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักน่านับถือ มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วยพรหมวิหารธรรม เมื่อนั้น ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ผู้ควรแก่ศักดิ์แห่งความเป็นสมณะอย่างแท้จริง...”
พระโอวาท สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานให้ผู้แทนพระองค์เชิญไปอ่านในพิธีประทานสัญญาบัตร พัดยศ พระครูสัญญาบัตร พุทธศักราช ๒๕๖๖
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญในสมณคุณยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ สมบูรณ์ด้วยศีลสมาจารวัตร รัตตัญญูมหาเถรกรณธรรม ดํารงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ ทั้งทรงประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและราชอาณาจักรตลอดมาเป็นเวลาช้านาน ด้วยทรงยึดมั่นในความเป็น “สมณะ” อย่างเคร่งครัด เหล่าพุทธบริษัทและศิษยานุศิษย์ทั้งในไทยและต่างประเทศจึงเคารพนับถือเพิ่มพูนขึ้นทุกวันเวลาตาม “ศักดิ์” ที่ทรง “ทรงรับธุระพระพุทธศาสนา” ด้วยพระราชศรัทธาอาราธนาตามประกาศตั้งสมณศักดิ์ เลื่อนสมณศักดิ์ ที่ทรงครองตามลำดับ กระทั่งถึงพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
พระกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์แก่พุทธจักรนั้น เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมาอย่างยาวนาน ได้ทรงเป็นประธานกรรมการควบคุมดูแลการปฏิสังขรณ์เสนาสนะในพระอาราม และทรงจัดหาทุนในการซ่อมแซมและเป็นประธานในการสร้างถาวรวัตถุและเสนาสนะอื่น ๆ มอบแก่วัดต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ได้ทรงจัดหาทุนซ่อมแซมอุโบสถ สร้างศาลาการเปรียญและกุฎี วัดตรีญาติ จังหวัดราชบุรี ทรงเป็นประธานสร้างวัดแหล่งทองแดงพรหมสราราม จังหวัดนครปฐม เป็นประธานสร้าง “หอจินตากรมหาเถระ” วัดเชตวัน จังหวัดลําปาง เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) มีอายุ ๘ รอบ ทรงอุปถัมภ์การสร้างพระธาตุปาพจนุตตมมงคล เพื่อเป็นอาจาริยบูชาแด่พระกรรมวาจาจารย์ของพระองค์ ณ วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์ จังหวัดลำปาง และทรงเป็นประธานอํานวยการสร้างฝ่ายบรรพชิต โครงการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย
ทรงรับพระธุระด้านการปกครองคณะสงฆ์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ – ๑๕ (ธรรมยุต) ประธานกรรมการคณะธรรมยุต กรรมการเถรสมาคมธรรมยุต ด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ของภิกษุและสามเณรในสำนักวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นจำนวนมาก นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และนายกกรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทั่งทรงดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” ทรงเป็น “ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม” ปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร และยังทรงเป็นประมุขของคณะสงฆ์จีนนิกายและคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ทรงดำรงพระองค์เป็นหลักชัยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการศึกษาพระปริยัติธรรมเสมอมามิย่อหย่อน ทรงรับอาราธนาแสดงธรรมเทศนาในวันธรรมสวนะ ให้แก่ผู้มารักษาศีลปฏิบัติธรรม ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นเนืองนิตย์ ทรงเป็นประธานศูนย์ธรรมศึกษาในสํานักเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับเป็นอาจารย์สอนพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุสามเณร เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม และแผนกบาลี รวมทั้งงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในฐานะแม่กองงานพระธรรมทูต ยังให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคงในไพรัชประเทศ ตลอดจนทรงเป็นผู้แทนมหาเถรสมาคมแสดงสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ ในคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันวิสาขบูชา วันสําคัญสากลของโลก ณ สํานักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ส่วนพระกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเป็นการสาธารณสงเคราะห์และศึกษาสงเคราะห์นั้น ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธ ทั้งทรงเป็นกรรมการฝ่ายการศึกษาสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ซึ่งได้จัดมอบทุนสนับสนุนและส่งเสริมแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั้งสามัญศึกษาและปริยัติศึกษา เพื่อให้ศิษยานุศิษย์มีโอกาสได้รับการศึกษาชั้นสูงยิ่งขึ้น รวมทั้งทรงเป็นประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งดำเนินงานสนับสนุนช่วยเหลือทางราชการในการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยต่าง ๆ ตามเหตุการณ์ทุกครั้ง
มิเพียงแต่จะทรงเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพสักการะของพุทธบริษัทไทยแต่เท่านั้น บรรดานานาประเทศยังได้ขอประทานถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ และตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ เป็นการเฉลิมพระเกียรติในระดับสากลอีกด้วย เช่น เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๑ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินเดีย ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์ปัทมศรี” ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องอิสริยาภรณ์ที่สูงสุด เป็นลำดับที่ ๔ ของสาธารณรัฐอินเดีย ในฐานะที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นอเนกอนันต์ในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและทรงกอปรด้วยคุณานุคุณต่อกิจการพระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังทรงเป็นมหาบัณฑิตผู้ทรงสำเร็จการศึกษาจากสาธารณรัฐอินเดียอีกด้วย
ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๖๕ รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ขอประทานถวายสมณศักดิ์และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด “อภิธชมหารัฏฐคุรุ” ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์พม่า โดยจะถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ทรงคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อกิจการพระพุทธศาสนา และมีพระชนมายุหรือมีอายุ ๘๐ ปีขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเคยถวายสมณศักดิ์อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว ๒ พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๓ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จึงทรงเป็น “ที่ตั้งแห่งความเคารพของพุทธบริษัท” ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้งของไทยและนานาประเทศทั่วโลกด้วยเหตุแห่งพระกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญตลอดมาดังนี้
ร่วมน้อมถวายสักการะและเรียนรู้รอยทางธรรมในซีรีส์พิเศษชุด "๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช" พบกัน ทุกวันศุกร์ ณ เพจ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก