รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ได้เร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ร้านค้ารายเล็กให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม 2569 และเปิดให้ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569
(29 พ.ค. 69) กระทรวงการคลัง เปิดเผย จำนวนประชาชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” หลังครบกำหนดวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และปิดระบบการลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนทั้งสิ้น 26,524,940 ราย จาก 30 ล้านสิทธิ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 18,900,479 ราย
ผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ 7,624,461 ราย โดยเป็นจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สำเร็จทั้งสิ้น 26,040,623 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ผ่านเนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว สะท้อนถึงการตอบรับเชิงบวกของประชาชนต่อโครงการของรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก โดยมีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 1,046,878 ร้านค้า
และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 693,031 ร้านค้า โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 สำหรับร้านค้าใหม่ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะบน
แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต็อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
สำหรับการใช้จ่ายเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชนจะต้องร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน หรือประมาณ 667 บาทต่อเดือน โดยจะต้องใช้จ่ายให้หมด 1,000 บาทภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมไปในเดือนถัดไปได้ โดยการชำระเงินสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ชำระผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น. หรือสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ตามแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ และชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น.
การใช้จ่ายในโครงการนี้ไม่เพียงนำมาซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เท่านั้น กระทรวงคมนาคม ยังได้ร่วมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน ครอบคลุมระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งรถโดยสาร ขสมก. รถไฟฟ้า และเรือด่วนเจ้าพระยา และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลดปัญหาจราจร ลดมลพิษ ประกอบด้วย
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน โดยใช้สิทธิชำระค่าโดยสารได้ที่พนักงานเก็บค่าโดยสาร
บนรถเมล์ ขสมก. ทุกคัน ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา
06.00 - 23.00 น. ของทุกวัน
บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) ที่ให้บริการรถโดยสารประจำทางสาธารณะ (รถทัวร์) วิ่งขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS ในวงเงิน 200 บาทต่อวัน
ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 - 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS 139 แห่งทั่วประเทศ กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่กำหนดต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม
และหากผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทางพร้อมเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัทผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานครทั้ง 4 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง)
สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) และสายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) เปิดให้ผู้โดยสารที่รับสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น.
เรือด่วนเจ้าพระยา เข้าร่วมโครงการ ในท่าเรือ สาทร ไอคอนสยาม สี่พระยา ราชินี พรานนก ปิ่นเกล้า เทเวศร์ พระราม 7 นนทบุรี และปากเกร็ด ใช้สิทธิชำระค่าโดยสารได้เฉพาะจุดรับชำระที่กำหนด ตั้งแต่วันที่
1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 โดยไม่สามารถใช้สิทธิชำระกับพนักงานขายตั๋วบนเรือได้ ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อาจให้บริการเฉพาะบางท่าเรือ
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) เปิดตัวโครงการ
“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางกับรถเมล์ไฟฟ้า ไทย สมายล์ บัส” เปิดรับชำระค่าโดยสาร ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรถเมล์ไฟฟ้าในเครือ TSB เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ได้ใช้สิทธิบนรถเมล์โดยสารพลังงานไฟฟ้า เริ่มนำร่องระยะแรก จำนวน 23 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยผู้โดยสารสามารถสังเกตป้ายหน้ารถจะระบุว่า “รถคันนี้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สำหรับวิธีการชำระให้แจ้งใช้สิทธิกับบัสโฮสเตสบนรถเมล์ พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสาร
คิดตามระยะทาง 15-20-25 บาท จากนั้นจะขยายไปในเส้นทางอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 124 เส้นทาง ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร โดยคาดว่าการพัฒนาบริการครั้งนี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก 2.5 แสนคนต่อวัน จากปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยราว 3.8 แสนคนต่อวัน