วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานการแสดงเจตจำนงทำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ระหว่างภาคีเครือข่ายและภาคเอกชน ภายในงาน “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง @ พื้นที่เชียงราย” The Intertwining Pathway: PMUC Zero Burn to Earn for Northern Region @ Chiang Rai ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
.
การแสดงเจตจำนงครั้งนี้มีผู้แทนจาก บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด และบริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด เข้าร่วม รวมถึง นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
.
โครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” มุ่งสร้างกลไกเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็น “มูลค่า” และสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยของปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาเข้าสู่ระบบ แลกเปลี่ยนกับนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกระทรวง อว. และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.
.
ขณะเดียวกัน เศษวัสดุทางการเกษตรจะถูกส่งต่อเข้าสู่เครือข่ายสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานทดแทน ก่อนนำออกสู่ตลาด สร้างวงจรเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรต้นทางไปจนถึงตลาดปลายทาง
.
โครงการดังกล่าวเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนขยายผลสู่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้เกษตรกรเชียงรายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่า หรือ Value Chain สร้างรายได้จากวัสดุที่เดิมอาจถูกกำจัดด้วยการเผา พร้อมเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และผู้ประกอบการในพื้นที่พัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด
.
ทั้งนี้ กระทรวง อว. และ บพข. ได้ขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากภาคเอกชน มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท เพื่อสร้างตลาดรองรับและส่งผลประโยชน์กลับสู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการมีความพร้อมต่อยอดความร่วมมือในระยะ 5 ปี โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดให้ประเทศไทยได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท
.
นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำจุดแข็งด้านงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมเข้ากับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเข้าถึงภาคเกษตรได้กว้างขวางและตรงกับความต้องการมากขึ้น
.
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเผาในพื้นที่ภาคเหนือว่า เป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือการใช้ กลไกทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เกษตรกรเห็นว่าการ “ไม่เผา” สามารถสร้างรายได้มากกว่าการเผา แทนการพึ่งพามาตรการอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวจึงนำไปสู่การเชื่อมโยง เกษตรกร–งานวิจัย–ภาคเอกชน–ตลาด โดยนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า ผ่านเทคโนโลยีและงานวิจัยของกระทรวง อว. และหน่วยงานในเครือข่าย พร้อมจับคู่กับภาคเอกชนที่สามารถนำวัสดุเหลือใช้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ภาคเอกชนมีวัตถุดิบและโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่การเผาลดลงและคุณภาพอากาศดีขึ้น โครงการได้ทดลองโมเดลในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน พบว่ามีหลายรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะที่บางส่วนยังต้องปรับปรุง ก่อนนำบทเรียนมาขยายผลที่จังหวัดเชียงราย โดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแหล่งวัสดุทางการเกษตรกับภาคเอกชนในรัศมีใกล้เคียงประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ พร้อมกันนี้ จะประสานกับจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้ข้อมูลพื้นที่ที่มีการเผาสูงในปีที่ผ่านมาเป็นเป้าหมายในการดำเนินงาน เนื่องจากยังมีช่วงเวลาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยมุ่งพัฒนาให้เกิดระบบ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม
.
ในโอกาสนี้ กระทรวง อว. และ บพข. ยังส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยระบบโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรและเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป
.
การขยายโครงการสู่เชียงรายจึงไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรตั้งแต่ต้นทาง เปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “รายได้” เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก พร้อมวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน