ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน

(1 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วน
ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่
1) ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม จากเดิมที่ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ได้มีการพิจารณาขยายผลตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ โดยนอกจากจะปลอดดอกเบี้ยแล้ว รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยให้อีกคนละครึ่ง (50:50) และธนาคารออมสินได้เตรียมปล่อยสินเชื่อระยะยาว 5 ปี สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว
2) ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี
3) ให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 - 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่
4) ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย - มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน
5) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน
6) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
7) ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ
5 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
😎 ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุน
ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 - 31 ธันวาคม 2572
ด้านสังคม เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ และเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้
1) ให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท
2) ให้กระทรวงแรงงาน เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซีย
เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่
3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map
4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ
5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้
ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชน
ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 - 2571 และให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง
6) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ
7) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย
😎 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่
ด้านความมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง ดังนี้
1) ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.)
2) ให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)
ด้านภัยพิบัติ จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ
ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และ
ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ “รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การ “เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า”
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิง
เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar