นายกฯ เผยผลสำเร็จเยือนภูฏาน ต่อยอดความร่วมมือการค้าการลงทุน พลังงานสะอาด เกษตร สาธารณสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

(1 พ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569

ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยมีคณะทางการประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย

ในรอบ 8 ปี โดยมีเป้าหมายกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข พลังงานสะอาด การเกษตร การค้าและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏาน ซึ่งมีรากฐานสำคัญจากความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน พร้อมเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สาธารณสุข การศึกษา และพลังงานสะอาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย–ภูฏาน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีศักยภาพส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรคุณภาพสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ อาหารทะเล เนื้อไก่ เนื้อสุกร ยานยนต์ และยังมีโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงการพลังงานของภูฏาน พร้อมเสนอให้จัด Business Forum ไทย–ภูฏาน เพื่อเชื่อมโยงภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ เทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดย FTA ไทย–ภูฏานตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2570

ด้านสาธารณสุข ไทยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของภูฏาน ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมบุคลากร และการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนเข้ารับการรักษาในประเทศไทย รวมถึงต่อยอดความร่วมมือด้านการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล และการประยุกต์ใช้ AI

ด้านการศึกษา ภูฏานสนใจขยายความร่วมมือกับไทย รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรที่สามารถสนับสนุนธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในภูฏาน และเพิ่มโอกาสด้านการจ้างงาน

ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยภูฏานมีศักยภาพทั้งด้านพลังไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์

ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานร่วมกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพบปะชุมชนชาวไทยและอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand: FFT) ในภูฏาน พร้อมย้ำว่าคนไทยที่พำนักและทำงานในภูฏานมีบทบาทเสมือน “ทูต” ที่ช่วยสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน ขณะที่อาสาสมัครไทยมีบทบาทถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่ชาวภูฏานในหลายสาขา

วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน 3 ฉบับ ได้แก่

1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ ครอบคลุมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรและการวิจัยทางการแพทย์ การแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล การใช้ AI และการส่งต่อผู้ป่วยภูฏานมารับการรักษาในประเทศไทย

2. บันทึกความเข้าใจต่อเนื่องระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) มุ่งเน้นสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ การเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศ และการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

3. บันทึกการหารือด้านความร่วมมือพลังงานสะอาด ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) กระทรวงการคลังภูฏาน และบริษัท Norion Renewable Energy Limited เพื่อสนับสนุนทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง ขนาด 100 เมกะวัตต์ ในภูฏาน ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–ภูฏานจากระดับนโยบายสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การเงิน การเกษตร พลังงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมและสักการะหลวงพ่อสัจจธรรม หรือพระพุทธรูปดอร์เดนมา (Great Buddha Dordenma) ณ กรุงทิมพู ซึ่งมีความสูงประมาณ 52 เมตร และมีพระพุทธรูปขนาดเล็กประดิษฐานภายใน 125,000 องค์ สะท้อนความเชื่อมโยงทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและภูฏาน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังเมืองเกเลฟู เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิด โครงการสถูป 108 องค์ (Project 108) ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน โดยนายกรัฐมนตรีไทยเป็นผู้นำต่างประเทศเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีสำคัญครั้งนี้ โดยโครงการมีเป้าหมายก่อสร้างสถูปแห่งการตรัสรู้จำนวน 108 องค์ บริเวณริมแม่น้ำเมาชู ใกล้เมืองเกเลฟู ซึ่งแต่ละองค์สูงประมาณ 15 เมตร ตั้งห่างกัน 108 เมตร และกำหนดก่อสร้าง

ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยพลังจิตอาสากว่า 40,000 คน

สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Gelephu Mindfulness City (GMC) ซึ่งภูฏานกำลังพัฒนาเป็นเขตบริหารพิเศษและเมืองแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยั่งยืน ธรรมชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กัน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปมีส่วนร่วมด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะกลุ่มเล็ก ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ณ เมืองเกเลฟู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญระหว่างการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการ และสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏานในระดับราชวงศ์และรัฐบาล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับมายังเมืองพาโร และเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกัน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการเยือนภูฏานว่า การเยือนครั้งนี้เป็นไปด้วยดีและประสบความสำเร็จ สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับภูฏาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ ครอบคลุมด้านสาธารณสุข พลังงานสะอาด และการเงินเพื่อการเกษตร เพื่อขยายความร่วมมือและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน แม้ภูฏานจะมีประชากรประมาณ 800,000 คน แต่มีทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ทั้งไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนและร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอนาคต

ด้านการเกษตร ไทยสามารถต่อยอดความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี สนับสนุนแหล่งเงินทุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ขณะที่ด้านสาธารณสุขมีโอกาสขยายบริการทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยมายังประเทศไทย ส่วนการพัฒนาเมืองเกเลฟูจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้า บริการ และการลงทุนของภาคเอกชนไทย

ดังนั้น การเยือนครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–ภูฏานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการ เปิดตลาดสินค้าไทย ขยายโอกาสการลงทุน เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ส่งเสริมการแพทย์และการเกษตร และพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar