(9 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายไก ราลา ซานานา กุซเมา (H.E. Mr. Kay Rala Xanana Gusmão) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 9–10 ตุลาคม 2569 การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี ของนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต นับตั้งแต่ปี 2556 และถือเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ติมอร์-เลสเตได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน โดยการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างสองประเทศอย่างแน่นแฟ้น ภายหลังการหารือข้อราชการเต็มคณะ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต (Bilateral Consultations) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมจัดการประชุมครั้งแรกขึ้นที่กรุงดิลีในเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ยังได้มุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและติมอร์-เลสเต ในปี 2570 โดยการหารือเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และสร้างสรรค์ สะท้อนความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. การเยือนระดับสูงและการหารือทวิภาคี ไทยและติมอร์-เลสเต เห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอในทุกระดับ พร้อมทั้งร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ซึ่งกลไกนี้จะทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักทางด้านการทูตในการทบทวนความร่วมมือ ติดตามผลลัพธ์การเยือน และกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าจัดการประชุมกลไกการหารือทวิภาคีครั้งแรก (1st Bilateral Consultations) ณ กรุงดิลี ในโอกาสแรกที่สะดวก นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตระหนักถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์นับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับติมอร์-เลสเต เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จึงมุ่งใช้โอกาสวาระครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570
เป็นหมุดหมายสำคัญในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกันทั้งในมิติการทูต วัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เพื่อต่อยอดความร่วมมือสู่ระดับที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2. ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางทหารอันแน่นแฟ้นที่มีมาอย่างยาวนาน โดยติมอร์-เลสเตได้แสดงความซาบซึ้งต่อบทบาทของกองทัพไทยในช่วงปี 2542–2545 ซึ่งนายทหารระดับสูงของไทยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งรองผู้บัญชาการกองกำลังนานาชาติเพื่อติมอร์ตะวันออก (INTERFET) และผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายทหารขององค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UNTAET) โดยการนำแนวคิดด้านกิจการพลเรือน การแพทย์ทหาร และการฟื้นฟูชุมชนไปปฏิบัติจริง ได้กลายเป็นรากฐานของความไว้วางใจที่ลึกซึ้งระหว่างกัน ในการนี้ ฝ่ายไทยได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมกลุ่มหุ้นส่วนยุทธศาสตร์หลัก (Core Group of Strategic Partners) ในโครงการก่อสร้างอนุสรณ์รำลึก INTERFET Memorial Project ณ กรุงดิลี พร้อมสนับสนุนข้อมูล ภาพถ่าย และเรื่องเล่าปฏิบัติการของกำลังพลไทย เพื่อร่วมอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งมิตรภาพ ขณะเดียวกัน
ทั้งสองฝ่ายพร้อมต้อนรับการเดินทางเยือนติมอร์-เลสเตของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยในอนาคตอันใกล้ และเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะแก๊งหลอกลวงออนไลน์ (Online Scams) อาชญากรรมทางไซเบอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการฝึกอบรมเพิ่มขีดความสามารถทั้งในระดับทวิภาคีและกรอบความมั่นคงอาเซียน
3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ทั้งสองฝ่ายมุ่งขยายมูลค่าการค้า การลงทุน และส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนอย่างเต็มศักยภาพ โดยฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารของติมอร์-เลสเต ผ่านการเร่งริเริ่มเจรจาและจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของติมอร์-เลสเต เพื่อสร้างหลักประกันด้านเสบียงอาหารให้แก่ติมอร์-เลสเต และเปิดตลาดระบายผลผลิตข้าวคุณภาพดีให้แก่เกษตรกรไทย ตลอดจนผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปอย่างกว้างขวาง ในส่วนของการลงทุน รัฐบาลทั้งสองประเทศพร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปขยายฐานการลงทุนใน 5 สาขายุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของติมอร์-เลสเต ได้แก่ เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร พลังงานและทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง การท่องเที่ยวและบริการการต้อนรับ รวมถึงเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ผ่านการจับคู่ทางธุรกิจและการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ขณะเดียวกัน ด้านการเชื่อมโยง กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และหน่วยงานการบินติมอร์-เลสเต ได้ร่วมกันเร่งรัดการจัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ (Air Services Agreement) เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–ดิลี ในโอกาสแรก ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดในการเดินทาง ขยายความสัมพันธ์ระดับประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนระหว่างกันอย่างก้าวกระโดด
4. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยยืนยันบทบาทการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ไว้วางใจได้เสมอ โดยผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้มอบทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรมแก่ข้าราชการและบุคลากรติมอร์-เลสเตแล้วกว่า 800 ทุน (มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่ปี 2544 ทั้งสองฝ่ายเตรียมร่วมจัดการประชุมความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 4 ณ กรุงดิลี ภายในปีนี้ เพื่อรับรองแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) ครอบคลุมการเกษตรอย่างยั่งยืน การพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สาธารณสุขและการดูแลสุขภาพมารดา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาเซียน นอกจากนี้ ฝ่ายติมอร์-เลสเตได้แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงดำเนินโครงการพระราชทานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในโรงเรียน 6 แห่ง เน้นเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและโภชนาการ รวมถึงการสนับสนุนให้ครูติมอร์-เลสเตได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (Princess Maha Chakri Award) แล้วจำนวน 6 ราย ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงศูนย์อนามัยแม่และเด็ก (BEmONC) ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ./NEDA) และ UNFPA ตลอดจนความร่วมมือด้านอายุรศาสตร์โรคไต ผ้าทอพื้นเมืองไทส์ (Tais) การพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟ และการเร่งรัดจัดทำ MOU ความร่วมมือด้านการศึกษาและการอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาการฝึกอบรมอาชีวศึกษาให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน
5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยยืนยันพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเตอย่างเต็มศักยภาพเพื่อบูรณาการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในฐานะสมาชิกลำดับที่ 11 รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ติมอร์-เลสเต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2572 ผู้นำทั้งสองยังได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) พร้อมเพิ่มพูนการประสานงานเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 (ASEAN Community Vision 2045) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มุ่งสู่ภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่น
มีพลวัต และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยเน้นย้ำความสำคัญของบทบาทอาเซียนและการรักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและสร้างสรรค์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคในระยะยาว
การยกระดับความสัมพันธ์และการหารือทวิภาคีในครั้งนี้ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งสองประเทศอย่างรอบด้าน โดยในมิติเศรษฐกิจและการเกษตร จะช่วยเปิดตลาดและขยายช่องทางการส่งออกข้าวรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทย ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Kitchen of the World และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ในมิติการลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยว จะช่วยเปิดพื้นที่โอกาสใหม่ให้แก่ภาคเอกชนไทยในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน บริการการต้อนรับ และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ขณะที่การเร่งรัดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–ดิลี จะช่วยข้ามขีดจำกัดด้านการเดินทาง เชื่อมโยงประชาชน และส่งเสริมให้ไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคของติมอร์-เลสเต นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านความมั่นคงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดวงจรแก๊งหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนความร่วมมือด้านการพัฒนาและทรัพยากรมนุษย์จะช่วยวางรากฐานมิตรภาพระหว่างประชาชนที่ยั่งยืน พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทนำของไทยในการสร้างความแข็งแกร่งและการบูรณาการของประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง