“พาณิชย์” ขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ถึง ธ.ค. 70 เดินหน้าดูแลราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมข้าวประณีต เพิ่มรายได้เกษตรกร

(22 ต.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขยายระยะเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ถึงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน รวมถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ สามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจรายใหม่ผ่านระบบแฟรนไชส์ ภายใต้โครงการ รัฐบาลสนับสนุนเงินลงทุน 50% ของมูลค่าแพกเกจแฟรนไชส์ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย ปัจจุบันมีแฟรนไชส์เข้าร่วมโครงการแล้ว 109 ราย เพื่อให้ประชาชนเลือกธุรกิจให้เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของตนเอง และมีผู้สมัครแพกเกจแฟรนไชส์แล้ว 493 ราย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพ 10,000 ราย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังร่วมมือเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในห้างแม็คโคร โลตัส ตลาดสด และสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 20,000 ทำเลทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีพื้นที่เริ่มต้นและขยายธุรกิจ สำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนไม่เพียงพอ มีความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ

โครงการดังกล่าวมุ่งนำศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์มาเป็นเครื่องมือสร้างงานและรายได้ โดยเชื่อมโยงเจ้าของแฟรนไชส์กับผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการขยายสาขา การจ้างงาน และการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่ โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีข้อสั่งการให้นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกาะติดสถานการณ์ค่าครองชีพโลกและเงินเฟ้อไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง โดยเน้นการติดตามสถานการณ์ล่วงหน้า เฝ้าระวังความเสี่ยง และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและกระทบกำลังซื้อประชาชนในวงกว้าง

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แม้สถานการณ์ของไทยมีบริบทแตกต่างจากหลายประเทศในยุโรป และแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการยังไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง แต่ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชนกับการทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยวางแนวทางรับมือค่าครองชีพทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง

3 มาตรการสำคัญ ได้แก่

มาตรการที่ 1 กำกับดูแลราคาสินค้าเชิงรุก ติดตามโครงสร้างต้นทุนและราคาสินค้าจำเป็นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมหารือผู้ผลิตรายใหญ่และห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อขอความร่วมมือชะลอการปรับราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ยังมีต้นทุนเดิม ควบคู่กับการติดตามปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ และมอบหมายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ประสานหน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า ป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคา

มาตรการที่ 2 เพิ่มช่องทางสินค้าราคาประหยัด ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด 3,036 จุดทั่วประเทศ ในช่วงนำร่อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนประมาณ 200 ล้านบาท

มาตรการที่ 3 ผนึกกำลังภาคเอกชนลดภาระประชาชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ 27 ราย ลดราคาสินค้าและบริการกว่า 4,223 รายการ สูงสุดร้อยละ 78 ผ่านกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพสู้วิกฤตน้ำท่วม” เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว ทั้งนี้

หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์พร้อมเพิ่มมาตรการติดตามต้นทุนการผลิตและ

ค่าขนส่ง วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท ประสานผู้ประกอบการบริหารต้นทุนและชะลอการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค ควบคู่กับการใช้กลไกกำกับดูแลราคาสินค้าตามกฎหมายและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เปิดงาน เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026) เพื่อยกระดับข้าวไทยจากสินค้าเกษตรสู่คุณค่าที่ตลาดโลกยอมรับ เนื่องจากภาคการเกษตรกำลังเผชิญทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงมีนโยบายยกระดับข้าวไทยจากการแข่งขันในรูปแบบสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่

“ข้าวประณีต” (Premium Rice) ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเลือกเมล็ดพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การลดความชื้น การสีข้าว บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับรสชาติ สุขภาพ ความปลอดภัย และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้” ครอบคลุมกลไก 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตและแปรรูป การบรรจุภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน และการเชื่อมโยงตลาด

พร้อมกันนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน “ใกล้เก็บเกี่ยว” จากความร่วมมือของ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลคาดการณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า และสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด

ในด้านการตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะใช้เครือข่าย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลก สำรวจความต้องการของตลาดแต่ละประเทศและนำข้อมูลกลับมาเชื่อมโยงกับการผลิตของเกษตรกร พร้อมนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก เช่น Gulfood Dubai 2027 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้แนวคิด Think Rice, Think Thailand งานที่นครกว่างโจว และงาน SIAL Paris กรุงปารีส

สำหรับตลาดในประเทศ กำหนดจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวม

3 ครั้ง เริ่มจาก วันแบงค็อก ต่อด้วยตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ และต่อยอดสู่การจัดงาน Thailand Rice Fest 2027

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

เชิญชวนประชาชนค้นพบเสน่ห์ข้าวไทยหลากสายพันธุ์ ทั้งข้าวพันธุ์หายาก ข้าวพื้นเมือง และข้าวเพื่อสุขภาพ จาก 30 กลุ่มเกษตรกรทั่วไทย พร้อมเปิดประสบการณ์สัมผัสกลิ่น รสชาติ และเอกลักษณ์ของข้าวไทย ผ่านกิจกรรม

สุดพิเศษ Rice Tasting, Rice Pairing และ Workshop ระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น G โซน Parade Square วันแบงค็อก (One Bangkok)


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
บทความที่น่าสนใจ